อสส.ยกตัวอย่างฎีกาหากผู้เสียหายถูกล่อให้ทำผิดไม่ถือเป็นความผิด

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเปิดเผยเรื่องการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์นั้นทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือเวียนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557 เรื่องแนวทางการพิจารณาการล่อซื้อกับการล่อให้กระทำความผิด ซึ่งหนังสือเวียนดังกล่าวจะมีคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อให้พนักงานอัยการระมัดระวังในการสั่งคดี ปัญหาคือถ้าคดีไม่มาถึงอัยการตกลงจบกันที่สถานีตำรวจ

อัยการก็คงสั่งไม่ฟ้องให้ไม่ได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาบอกไว้ชัดเจนแล้วว่าการล่อให้กระทำความผิด เท่ากับเป็นผู้ก่อให้เขากระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่จะดำเนินคดีได้การล่อให้เขากระทำความผิดไม่ใช่การล่อซื้อ เช่น ถ้ากรณีปกติไม่ได้มีการผลิตขึ้นจำหน่าย แต่ไปสั่งให้เขาทำ แล้วก็เอาตำรวจไปจับ อย่างนี้ถือเป็นการล่อให้กระทำความผิด แต่ถ้ามีการผลิตจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว ไปติดต่อขอซื้อถือเป็นการล่อซื้อ เมื่อศาลเคยตัดสินแล้วว่าคดีเช่นนี้ไม่เป็นผู้เสียหาย ที่จะดำเนินคดีได้ ปัญหาต่อมา คือการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามการชี้ให้จับของผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้เสียหาย จนถึงขั้นมีการเรียกร้องค่าเสียหายกัน จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คงต้องมีการดำเนินการสอบสวนโดยละเอียด เพราะมีข่าวออกมาว่าบริษัท ของลิขสิทธิ์ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้มีการมอบอำนาจให้ผู้ใดไปจับ จึงเกิดคำถามได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปจับถูกหลอกลวงด้วยหรือไม่ได้ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจถูกต้องแล้วหรือไม่ เรื่องนี้น่าจะต้องติดตามดำเนินคดี สอบสวนให้ได้ความจริงโดยละเอียด มีใครผิดบ้างนำมาลงโทษ